Born Into Brothels: Calcutta's Red Light Kids (2004)

 

หลายเดือนก่อนผมเจอพี่คำมา ชายวัย40 ผู้พยายามออกตามหาสัจธรรมของชีวิต ตอนนั้นพี่คำมาบอกกับผมว่าจะไปประเทศอินเดีย เพราะพี่คำมาเชื่อว่าอินเดียคือประเทศที่เป็นต้นกำเนิดของพุทธศาสนา ซึ่งผมคิดว่าคนทั่วไปก็คงทราบดีอยู่แล้วว่าพุทธศาสนาถือกำเนิดจากประเทศอินเดีย แต่เพราะตอนป.2 พี่คำมาเป็นเด็กที่ไม่ปักใจเชื่ออะไรง่ายๆ ต้องพิสูจน์ด้วยตัวเองเท่านั้นถึงจะเชื่อ ด้วยเหตุนี้เอง พี่คำมาจึงสอบตกวิชาพระพุทธศาสนา เพราะข้อสอบที่ถามว่า "พุทธศาสนาถือกำเนิดที่ประเทศอินเดียใช่? หรือ ไม่ใช่? พี่คำมาเลือกตอบว่า "ไม่ใช่" และนับแต่นั้น พี่คำมาจึงกลายเป็นคนปักใจเชื่อง่ายๆ เรื่อยมา รวมถึงครั้งนี้ ที่พี่คำมาเชื่อคำโฆษณาบริษัททัวร์แห่งหนึ่ง ที่นำเสนอทัวร์ค้นหาสัจธรรม ณ ประเทศอินเดีย ให้แก่พี่คำมา พี่คำมาจึงตอบตกลงซื้อแพกเกจทัวร์นั้นทันที

  ไหนๆก็ไหน เพื่อเป็นการเตรียมข้อมูลก่อนการเดินทางให้พี่คำมา ผมจึงเดินไปหยิบหนังสารคดีเรื่อง Born Into Brothels: Calcutta's Red Light Kids (2004) ของ 2 ผู้กำกับ Zana Briski และ Ross Kauffman มานั่งดูกับพี่คำมา และระหว่างที่พี่คำมากำลังใช้ความพยายามเพ่งสายตากดรีโมทเครื่องเล่นดีวีดีอยู่นั้น ผมก็วิ่งไปที่คอมเพื่อเสริช์หารูปของนักทำหนังสารดคีทั้ง 2 คนใน flickr.com ให้พี่คำมาดู เผื่อวันดีคืนดี พี่คำมาเดินอยู่ในเมืองไหนสักแห่งของดินเดีย แล้วบังเอิญไปเจอ 2 คนนี้เข้า ผมก็จะฝากให้พี่คำมาบอกกับพวกเขาเป็นภาษาไทยไปเลยว่า "มีน้องคนนึงในประเทศไทยชอบหนังสารคดีของพวกคุณ" แม้ว่าพวกเขาจะไม่เข้าใจภาษาไทยก็ตาม (สาเหตุหลักคือภาษาอังกฤษของพี่คำมา เข้าขั้นงูกับปลาเรียกพ่อ)

Zana Briski และ Ross Kauffman

 

สารคดีเรื่องนี้นำเสนอเรื่องราวของเหล่าเด็กๆ ที่อาศัยอยู่ในแหล่งเสื่อมโทรมที่ทางการอินเดียต้องกำหนดให้เป็น "เขตพื้นที่สีแดง" ของแคว้น Calcutta เพราะเนื่องจากเป็นพื้นที่เต็มไปด้วยอาชญากรรม ยาเสพย์ติด โสเภณี ฯ (พี่คำมาได้ยินคำสุดท้ายแล้วสะดุ้งเล็กน้อย เหมือนกับว่ามีความหลังฝังใจกับคำๆ นี้) ซึ่งทั้งเด็กหญิงและเด็กชายเหล่านี้ เกือบทุกคนมีแม่เป็นโสเภณี (แถมแม่บางคนยังจะให้ลูกสืบต่อภารกิจจากตัวเองอีกด้วย...?) แน่นอนว่าไม่ต้องเอ่ยถึงการศึกษาของเด็กเหล่านี้เลย เพราะเวลาในแต่ละวันของพวกเขา คือการช่วยครอบครัวทำมาหากินประทังชีวิตให้อยู่รอดไปกันแบบวันต่อวัน

เมื่อ  Zana Briski และ Ross Kauffman มาถึงเมืองนี้ แรกเริ่มเดิมทีพวกเขามีจุดประสงค์หลักในการมาท่องเที่ยวและถ่ายภาพ แต่เมื่อทั้งสองได้เห็นสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในเมืองนี้ โดยเฉพาะเด็กๆที่ขาดโอกาสทางการศึกษา เธอจึงตัดสินใจชวนเด็กที่สนใจในการเรียนรู้ มาเข้าชั่นเรียนการถ่ายภาพซึ่งเธอรับหน้าที่เป็นครูผู้สอนเอง

มาถึงตรงนี้ พี่คำมาถามผมว่า แล้วมันเกี่ยวอะไรกับสัจธรรมชีวิตที่พี่คำมากำลังตามหาอยู่ ผมจึงลุกไปเอาน้ำเก๊กฮวยในตู้เย็นมาให้พี่คำมา แล้วบอกกับพี่คำมาว่า "ประเทศอินเดียไม่มีเก๊กฮวยกินนะ" พี่คำมาจึงแกะเก๊กฮวยออกมาดูด แล้วนั่งดูหนังต่อไป

Zana Briski พยายามที่จะหาวิธีให้เด็กแต่ละคนเข้าเรียนในโรงเรียน แต่หนทางนั้นช่างแสนยากเย็นนัก ไม่ว่าจะเป็นตัวผู้ปกครองเองที่ไม่สนับสนุนให้เด็กได้เรียนหนังสือ, ระบบราชการที่ไม่เอื้อให้เด็กเหล่านี้ได้เข้าเรียนอย่างง่ายๆ, สภาพการเงินของแต่ละครอบครัว, ปัญหาชั้นวรรณะของอินเดีย ฯ สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้แสงไฟแห่งการศึกษาของเด็กแต่ละคนนั้น ค่อยๆหรี่ลดลงไปสู่ความมืดขึ้นทุกที 

 

 

 

ทางเดียวที่อาจจะทำให้แสงไฟแห่งความหวังเหล่านั้นส่องสว่างขึ้นมาให้มากกว่าเดิม นั่นคือ การใช้ทักษะในการถ่ายรูปของเด็กแต่ละคนเป็นใบเบิกทางสู่การศึกษา แน่นอนว่า Zana Briski ไม่ได้หวังว่าเด็กทุกคนที่มาเข้าเรียนการถ่ายภาพของเธอ จะถ่ายภาพได้สวยงามและสามารถใช้ทักษะดังกล่าวเป็นตัวแปรสำหรับการได้เข้าเรียนในโรงเรียน แต่สิ่งที่เธอหวังคือ ชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของเด็กแต่ละคน โดยที่เธอทำหน้าที่เป็นเพียงคนที่หยิบยื่นโอกาสให้เด็กเหล่านั้น จะสำเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่กับตัวเด็กแต่ละคน เลือกที่จะคว้าโอกาสหรือไม่ เท่านั้นเอง

การถ่ายภาพของเด็กแต่ละคนในหนังเรื่องนี้ คงเหมือนกับการสะท้อนความรู้สึกนึกคิดของเด็กแต่ละคนในสภาพแวดล้อม ณ เวลานั้น เด็กบางคนอาจจะถ่ายภาพได้ไม่สวยงาม แต่มันก็เป็นสิ่งที่เด็กคิดและพยายามจะสื่อออกมาให้ผู้ชมได้เข้าใจและรับรู้ หรือแม้กระทั่งเด็กที่ถ่ายภาพได้สวยงาม เหมือนกับฟ้าประทานพรสวรรค์นั้นมาให้ ทั้งที่ไม่เคยจับกล้องมาก่อนในชีวิต ก็สามารถอธิบายความหมายของภาพนั้นได้อย่างลึกซึ้ง (ถึงตอนนี้ พี่คำมากระซิบบอกผมว่าเคยถ่ายรูปตอนกลางวันแล้วได้แสงตอนกลางคืนทั้งม้วน ต้นเหตุคือพี่คำมาลืมเปิดฝากล้อง .... อืม)

  แน่นอนว่า ระหว่างที่เด็กเหล่านี้ได้เรียนรู้การถ่ายภาพ สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่พวกเขาได้ไป นั่นคือ การเรียนรู้ที่จะมีความหวังที่จะมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุข แม้เป็นเพียงความหวังที่สร้างความสุขเล็กๆ ก็ตาม

 

ดูจบผมหันมามองหน้าพี่คำมา ถามว่าจะเอาเก๊กฮวยเพิ่มอีกมั้ย พี่คำมาบอกกับผมว่าขอยืมกล้องคอมแพ็คตัวเก่าของผมไปอินเดีย เผื่อว่าจะเอาไปสอนเด็กถ่ายภาพ และขอน้ำเก๊กฮวยผมอีก1ขวดไปดื่มระหว่างทางไปสะพานเหล็กเพื่อไปหาซื้อกล้องคอมแพ็คอีกสัก5ตัว (แล้วจะยืมผมทำไม?)

 

edit @ 7 Apr 2010 18:37:05 by Air2AirMissile

edit @ 7 Apr 2010 19:16:35 by Air2AirMissile

Comment

Comment:

Tweet

"Seize the day" หรือ "Carpe diem" ในภาษาลาติน คือ วลีเด็ดจากหนังเรื่อง Dead Poets Society ครับ
มีความหมายว่า "ฉกฉวยวันเวลาเอาไว้"
เป็นหนังที่สร้างแรงบันดาลใจให้ลุกขึ้นมาทำในสิ่งที่อยากทำครับ big smile

#6 By ดายุ on 2010-04-08 10:05

ทำไม seize the day เหรอครับ

ประมาณ ทำวันนี้ให้ดีที่สุด หรือ อยู่เพื่อวันนี้ เหรอครับ

embarrassed

#5 By ขอบฟ้า on 2010-04-08 09:56

ยืนยันประเทศอินเดียครับ big smile

#3 By ดายุ on 2010-04-07 19:10

อื้ม ได้แง่คิดเหมือนกันนะคะ

เราเกิดมามีโอกาสดีกว่าใครๆอีกหลายคนเยอะ

จงใช้ชีวิตอยู่ให้มีคุณค่าที่สุด

ขอบคุณที่เอามาให้อ่านนะคะbig smile

#2 By I'm fine on 2010-04-07 18:53

อ้าว ไม่ใช่ ศรีลังกา เหรอครับembarrassed

#1 By ขอบฟ้า on 2010-04-07 18:50

ดายุ View my profile